ประวัติบริษัท
เป้าหมายการดำเนินงาน
การบริหารแบรนด์ลุมพินี
งานบริการของเรา
รางวัลเกียรติยศ
ข่าวประชาสัมพันธ์

ประวัติบริษัท

ประวัติ แอล.พี.เอ็น.

 

2532

 บริษัทถือกำเนิดขึ้นจากบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพ ที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มี คุณภาพให้แก่สังคมไทย โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2532 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท และเริ่มต้นพัฒนา โครงการ “ลุมพินี ทาวเวอร์” อาคารชุดสำนักงานสูง 37 ชั้น แห่งแรกบนถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน

   
   
2533 - 2536

 2533 : ร่วมลงทุนใน บริษัท พรสันติ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนา โครงการ พี.เอส.ที. คอนโดวิลล์ เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว 50,000,000 บาท โดยบริษัทเป็นผู้บริหาร โครงการดังกล่าว

 2535 : จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้น ร้อยละ 99.88 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้บริการด้าน ธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการบริหารอาคาร แก่นิติบุคคลอาคารชุดของโครงการต่างๆ ที่บริษัทและบริษัทย่อย พัฒนาขึ้น เป็นการให้บริการหลังการขายและสร้างความ เชื่อมั่นในคุณภาพชีวิตของลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท ถือเป็นนโยบายในการสร้างความแตกต่าง และเป็นจุดแข็ง ในการแข่งขัน

 2536 : เพิ่มการลงทุนในบริษัท พรสันติ จำกัด เป็นร้อยละ 99.99 ของทุนชำระแล้ว 200,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1,000 บาท

   
   
2537 - 2539

 2537 : ภายในระยะเวลา 5 ปี ของการดำเนินงาน บริษัท ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2537 ทะเบียนเลขที่ บมจ.477 โดยตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับบริษัทเข้าเป็นบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้ชื่อหลักทรัพย์ว่า “LPN” และได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 9.2 ล้านหุ้น เพื่อจัดสรร ให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท และราคาเสนอขายต่อหุ้น 64 บาท ซึ่งต่อมาได้เพิ่มทุนเป็น 460 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537

 ร่วมลงทุนในบริษัท Elec & Eltek (Guangzhou) Real Estate Development Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศฮ่องกงเป็นจำนวนเงิน 12,720,000 บาท คิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 10 ของทุนชำระแล้ว

 2539 : ร่วมลงทุนในบริษัท เอ็น.ที.เอ็น. คอนกรีต จำกัด ซึ่งประกอบ ธุรกิจประเภทวัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 10,200,000 บาท หรือ 1,020,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน หรือมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท

 บริษัทลงนามในสัญญากู้เงินตราต่างประเทศกับธนาคาร ชั้นนำ 5 แห่งของประเทศสิงคโปร์เป็นยอดเงินรวม 20,000,000 เหรียญ อายุสัญญา 3 ปี ในอัตราดอกเบี้ย SIBOR+1.20% เพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการแอล.พี.เอ็น. สุขุมวิท ทาวเวอร์

   
   
2540

 บริษัทประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจ และผลกระทบ จากอัตราแลกเปลี่ยน

 ขยายงานบริการของบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด เนื่องจากเล็งเห็นช่องว่างของตลาดในช่วงของภาวะซบเซา ทางเศรษฐกิจและเพื่อเป็นการรักษาบุคลากร จึงได้ขยาย ส่วนงานบริการต่างๆ ขึ้นรองรับความต้องการของตลาด เช่น งานบริการระบบรักษาความปลอดภัย งานบริการ รักษาความสะอาด งานซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศ เป็นต้น

 ปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ นายจำลอง รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากประธานกรรมการ เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และนายพงส์ สารสิน ขอลาออกจากกรรมการเนื่องจาก ภารกิจในขณะนั้นทำให้ไม่สามารถให้เวลาได้เต็มที่ คณะกรรมการ จึงได้เรียนเชิญ นายโมรา บุณยผล เข้าดำรงตำแหน่งประธาน กรรมการแทน

   
   
2541

 ถอนการลงทุนใน Elec & Eltek (Guangzhou) Real Estate Development Ltd. เนื่องจากโครงการตาม เป้าหมายได้ชะลอออกไป และประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง การถอนการลงทุนในครั้งนี้ มีผลทำให้บริษัทกำไรในส่วนอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 3,390,000 บาท

   
   
2542

 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท คาเธ่ย์ แอสเซท แมเนจเมนท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาในการปรับปรุง โครงสร้างหนี้ และการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท โดยร่วมกันกำหนดแนวทางในการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กับเจ้าหนี้ทุกราย รวมถึงการวางแผนงานเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท

 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัท เพื่อพิจารณาเรื่องการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จากเดิม 460,000,000 บาท เป็น 3,983,000,000 บาท โดยการออกหุ้นใหม่เป็นหุ้นสามัญ เพื่อการเพิ่มทุนจำนวน 352,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท รวมจำนวน 3,523,000,000 บาท

 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บริษัทขายเงินลงทุนในหุ้น ของบริษัท เอ็น.ที.เอ็น. คอนกรีต จำกัด ในมูลค่าหุ้นละ 0.01 สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในขณะนั้น ทำให้บริษัท เอ็น.ที.เอ็น. คอนกรีต จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการค้าวัสดุก่อสร้างต้องประสบภาวะขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ อีกทั้งบริษัท เอ็น.ที.เอ็น. คอนกรีต จำกัด ไม่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทได้

 บริษัทสามารถเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินในปี 2542 คิดเป็นมูลหนี้ทั้งสิ้น 3,132,610,000 บาท และสามารถสรุปแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ส่วนที่เหลือในมูลหนี้ประมาณ 170 ล้านบาท เรียบร้อยในเดือน กุมภาพันธ์ 2543 จึงถือได้ว่าบริษัทสามารถทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมดในมูลหนี้รวมทั้งสิ้น 3,305,930,000 บาท

   
   
2544

 เดือนพฤศจิกายน 2544 บริษัทได้ตกลงทำสัญญา ร่วมทุนกับบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เยาววงศ์ จำกัด โดยได้จัดตั้งบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด ขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการสร้างค้าง คือ โครงการวอเตอร์คลิฟ อาคารชุดพักอาศัยบนถนนรัชดา-พระราม 3 ที่หยุดดำเนินการ ตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยบริษัทร่วมทุน ดังกล่าวได้เข้าฟื้นฟูและพัฒนาโครงการใหม่ภายใต้ ชื่อ ลุมพินี เพลส วอเตอร์คลิฟ โดย บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบด้านการบริหารการตลาด การขาย และบริหารงานก่อสร้างทั้งโครงการ รวมถึงการ เจรจากับกลุ่มผู้ซื้อเดิม

   
   
2545

 อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนจาก 3,983,000,000 บาท เป็น 460,000,000 บาท โดยเป็นการลดส่วนของหุ้นที่ ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย และเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 750,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียนรวม 1,210,000,000 บาท พร้อมกับการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิให้สมบูรณ์สอดคล้องกัน การเพิ่มทุนจำนวน 750,000,000 บาท เป็นการออกหุ้นสามัญ 75,000,000 หุ้น แบ่งเป็น

  • 27.6 ล้านหุ้น สำหรับผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 5 หุ้นเดิมมีสิทธิซื้อ 3 หุ้นใหม่
  • 29.9 ล้านหุ้น สำหรับการใช้สิทธิแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นหุ้นสามัญ
  • 17.5 ล้านหุ้น สำหรับการแปลงหนี้เป็นทุนของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวน 29,900,000 หน่วย แบ่งเป็น
  • ใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวน 27,600,000 หน่วย จัดสรรแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน ในอัตราส่วน 1 หุ้นใหม่ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ
  • ใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวน 2,300,000 หน่วย จัดสรรแก่กรรมการและพนักงานบริษัทจำนวนไม่เกิน 35 ราย

 บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท ยูไนเต็ด แอ็ดไวเซอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด เป็นที่ปรึกษาในการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท
   
   
2546 - 2549

 2547 : ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2547 ซึ่งจัดประชุม เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 มีมติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น ที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท ทำให้ จำนวนหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นจากเดิม 121,000,000 หุ้น เป็น 1,210,000,000 หุ้น นอกจากนี้ยังได้อนุมัติการเพิ่มทุน จดทะเบียนจำนวน 276,706,550 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,486,706,550 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 1,486,706,550 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท บริษัทเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด จาก 25% เป็น 33.33%

 2549 : ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2549 ซึ่งจัดประชุม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 มีมติอนุมัติลดทุนจดทะเบียน จาก 1,486,706,550 บาท เป็น 1,475,698,768 บาท โดยตัด หุ้นสามัญส่วนที่เหลือจากการสำรองไว้เพื่อรองรับการ ใช้สิทธิในการแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวน 11,007,782 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท และอนุมัติแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 ของบริษัท เพื่อให้สอดคล้อง กับการลดทุนจดทะเบียน

   
   
2550 - 2552

 2550 : บริษัทได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการร่วมลงทุนในบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด โดยลดสัดส่วนการถือ หุ้นลงจากเดิมร้อยละ 33.33 เป็นร้อยละ 20 ของทุนจด ทะเบียนเรียกชำระแล้ว และได้จัดตั้งบริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินการเรื่องการ บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

 2551 : เนื่องจากวิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (Subprime) ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานการณ์ ทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2551 มีผลกระทบต่อตลาดเงินในประเทศและก่อให้เกิดความผันผวนใน ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ นักลงทุน ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 จึงได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเนื่องจากราคาหุ้นในตลาดช่วงนั้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัท โดยกำหนดวงเงินที่จะใช้ในการซื้อคืนเป็นจำนวนเงิน 200.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืน ประมาณ 62 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 4.20 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด คือ 1,475,698,768 หุ้น และเป็นการซื้อเฉพาะในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2552

 2552 : ตามมติคณะกรรมการบริษัทที่ให้จัดทำโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stocks) เมื่อปี 2551 นั้น บริษัทได้ซื้อหุ้นคืน จำนวนทั้งสิ้น 8,146,300 หุ้น ในราคาเฉลี่ย 2.19 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,840,397 บาท และได้ ขายหุ้นซื้อคืนจำนวนดังกล่าวระหว่างวันที่ 3-11 ธันวาคม 2552 ในราคาเฉลี่ย 7.01 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินรวม 57,103,415 บาท ซึ่งบริษัทได้กำไรจากการขายหุ้นซื้อคืน นี้จำนวนทั้งสิ้น 39,262,226 บาท